วันหยุดริมทะเลอาจทำให้การใช้กัญชาดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ ในท้องถิ่น แต่ในอินโดนีเซีย เรื่องนี้อาจกลายเป็นปัญหาทางกฎหมายร้ายแรงได้ตั้งแต่ก่อนถึงที่หมาย คำแนะนำการเดินทางจากทางการระบุว่ากัญชาและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอาจมีบทลงโทษรุนแรง คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่แค่ “ซื้อที่นั่นได้ไหม” แต่รวมถึงกฎที่ใช้กับทุกช่วงของการเดินทางด้วย [1][2]

คำเตือนการเดินทางระบุอะไรบ้าง

คำแนะนำของรัฐบาลสหราชอาณาจักรสำหรับอินโดนีเซียระบุว่า การครอบครอง การใช้ การผลิต และการค้ายาเสพติดที่ผิดกฎหมายเป็นอาชญากรรมร้ายแรง ซึ่งอาจมีโทษจำคุกยาวนานหรือประหารชีวิต คำแนะนำนี้ระบุชื่อกัญชา แฮช อาหารผสมกัญชา CBD, THC ผลิตภัณฑ์จากกัญชง น้ำมัน และครีม รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ไว้โดยเฉพาะ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เตือนในทำนองเดียวกัน โดยรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มี CBD หรือ THC และกัญชาที่ใช้ตามใบสั่งแพทย์ด้วย คำเตือนเหล่านี้เป็นคำแนะนำการเดินทางในปัจจุบัน ไม่ใช่สิ่งทดแทนการอ่านกฎหมายอินโดนีเซีย แต่ก็ทำให้เห็นความเสี่ยงในทางปฏิบัติสำหรับผู้มาเยือนได้ชัดเจน [1][2]

ลองคิดถึงกฎเป็นสี่ช่วง

การเดินทางเข้า: อย่าคิดว่าผลิตภัณฑ์จะได้รับยกเว้นเพียงเพราะซื้อได้อย่างถูกกฎหมายในประเทศต้นทาง แพทย์สั่งจ่ายให้ หรือระบุบนฉลากว่าเป็นกัญชงหรือ CBD คำแนะนำของสหราชอาณาจักรเตือนอย่างชัดเจนว่ารูปแบบเหล่านี้อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาในอินโดนีเซีย หากต้องใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ ให้ตรวจสอบข้อกำหนดการนำเข้าของอินโดนีเซียสำหรับยาชนิดนั้นกับแหล่งข้อมูลทางการก่อนเดินทาง อย่าสรุปเองว่าเอกสารสำหรับยาทั่วไปทำให้ผลิตภัณฑ์กัญชานำเข้าได้ [1][2][3]

การครอบครองและการใช้: คำแนะนำของสหราชอาณาจักรระบุว่าทั้งการครอบครองและการใช้เป็นความผิดร้ายแรง และเตือนว่าตำรวจอาจขอตรวจปัสสาวะหรือเลือดหากสงสัยว่ามีการใช้ยาเสพติด โดยระบุว่าผลตรวจเป็นบวกนำไปสู่การจับกุม ดังนั้นการคิดว่า “ไม่ได้เอาอะไรผ่านศุลกากรมา” จึงไม่ใช่วิธีประเมินความเสี่ยงที่น่าเชื่อถือ เพราะคำเตือนครอบคลุมพฤติกรรมภายในประเทศด้วย ไม่ใช่แค่การนำผลิตภัณฑ์ติดตัวเข้ามา [1]

การเข้าถึงในฐานะนักท่องเที่ยว: บรรยากาศคุ้นเคยของสถานที่ท่องเที่ยว หรือข้อเสนอจากคนในพื้นที่ ไม่ได้ทำให้เกิดข้อยกเว้นจากคำแนะนำการเดินทางของทางการ คำแนะนำของสหราชอาณาจักรระบุว่าอาจมีการเสนอสารเสพติดเป็นตัวอย่างฟรีในสถานที่บางแห่ง และตำรวจเข้าตรวจสถานที่ที่ชาวต่างชาตินิยมไป โดยเฉพาะในบาหลี ให้มองข้อเสนอนั้นเป็นความเสี่ยง ไม่ใช่หลักฐานว่ากิจกรรมดังกล่าวได้รับการยอมรับ [1]

การต่อเครื่อง: แม้แค่แวะพักก็ต้องใส่ใจ คำแนะนำการเดินทางของสหราชอาณาจักรระบุว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในสนามบินตรวจสัมภาระของผู้โดยสารที่ต่อเครื่องด้วย และคำแนะนำเรื่องการลักลอบขนยาเสพติดระบุโดยทั่วไปว่ากฎหมายยาเสพติดในท้องถิ่นมีผลแม้เพียงเปลี่ยนเที่ยวบินหรือต่อเครื่อง ตรวจสอบทุกประเทศในแผนการเดินทาง แม้ตั้งใจจะอยู่เฉพาะในเขตผู้โดยสารขาออกก็ตาม [1][4]

ความเสี่ยงไม่ได้จบลงที่สนามบิน

คำแนะนำของสหราชอาณาจักรเตือนว่ากลุ่มอาชญากรอาจกดดันนักเดินทางให้ขนยาเสพติดข้ามพรมแดน และระบุว่าคุณต้องรับผิดชอบต่อสิ่งของที่พกพา แม้สิ่งของนั้นจะเป็นของคนอื่น จัดกระเป๋าเดินทางด้วยตนเอง ควบคุมดูแลสัมภาระ และปฏิเสธการขนกระเป๋า พัสดุ หรือของฝากให้ผู้อื่น [1][4]

คำแนะนำดังกล่าวยังเตือนว่าคดียาเสพติดอาจใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง และชาวต่างชาติบางรายได้รับโทษจำคุกยาวนาน คำเตือนของสหรัฐฯ ก็กล่าวถึงโทษจำคุกยาวนานและค่าปรับสูง โดยระบุว่าอาจมีโทษประหารชีวิตในกรณีร้ายแรง ข้อความเหล่านี้กล่าวถึงผลที่อาจเกิดขึ้นอย่างร้ายแรง ไม่ใช่การคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง [1][2]

ตรวจสอบก่อนเดินทาง

ก่อนออกเดินทาง ให้อ่านคำแนะนำการเดินทางจากทางการฉบับล่าสุดสำหรับอินโดนีเซียและทุกประเทศที่แวะต่อเครื่อง ตรวจดูส่วนประกอบของยาและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย แทนที่จะเชื่อเพียงคำบนฉลากอย่าง “กัญชง” “CBD” หรือ “ทางการแพทย์” หากผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมของกัญชา CBD หรือ THC คำแนะนำที่อ้างถึงชี้ว่าการนำติดตัวเข้าอินโดนีเซียมีความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างชัดเจน หากไม่แน่ใจเกี่ยวกับยาตามใบสั่งแพทย์ที่ไม่มีส่วนผสมของกัญชา ให้สอบถามหน่วยงานอินโดนีเซียหรือแหล่งข้อมูลจากสถานทูต อย่าคาดเดาจากกฎของประเทศอื่น [1][2][3][4]

บทเรียนสำคัญนั้นเรียบง่าย: การที่กัญชาถูกกฎหมายในประเทศบ้านเกิด มีใบสั่งยา อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยว หรือเป็นเพียงของที่พกผ่านระหว่างต่อเครื่อง ไม่ได้ยืนยันว่าได้รับอนุญาตในอินโดนีเซีย ให้ถือว่าจุดหมายปลายทางและทุกจุดที่ต่อเครื่องเป็นด่านตรวจสอบกฎหมายแยกจากกัน และไม่นำผลิตภัณฑ์กัญชาไปด้วย เว้นแต่แหล่งข้อมูลทางการของอินโดนีเซียจะยืนยันเป็นอย่างอื่น [1][2][4]